Sunday, July 31, 2011

Malthusianism คตินิยมมัลทูเซียน

·       Malthusianism
·   คตินิยมมัลทูเซียน

ทฤษฎีที่มีสมมติฐานว่า ประชากรจะเพิ่มขึ้นในแบบเรขาคณิต( คือ 2, 4, 8, 16, 32….) แต่ปัจจัยการดำรงชีพเพิ่มขึ้นในแบบเลขคณิต (คือ 2, 4, 6, 8, 10….) คตินิยมมัลทูเซียนจึงได้บอกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้เสียแล้วก็จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพได้ และว่า อัตราส่วนระหว่างประชากรกับอาหารจะดำรงอยู่ได้ก็โดยเกิดการแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นมา คือ เกิดสงคราม โรคระบาด โรคภัยไข้เจ็บ ผู้สร้างคตินิยมมัลทูเซียนคือนักเศรษฐศาสตร์อังกฤษชื่อ โทมัส มัลทัส(Thomas Malthus)(1776-1834)และทฤษฎีนี้ได้เสื่อมความนิยมลงไปเมื่อตอนที่เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมที่สามารถทำให้ประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตกมีทั้งมาตรฐานการครองชีพที่สูงและมีประชากรเพิ่มขึ้นมามากในขณะเดียวกันนั้นด้วย

ความสำคัญ ในโลกปัจจุบันนี้คตินิยมมัลทูเซียนมักจะเรียกกันว่าคตินิยมมัลทูเซียนใหม่ (neo-Multhusianism) เพราะได้มีการนำเอาแนวความคิดเดิมมาประยุกต์ใช้กับสภาพแวดล้อมใหม่ การที่มีการนำเอาแนวความคิดนี้กลับมาใช้ใหม่เป็นการส่อแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสัมพันธภาพที่เลวร้ายลงเรื่อยๆระหว่างประชากรกับอาหาร ในหมู่ประเทศอุตสาหกรรมนั้นมาตรฐานการครองชีพยังคงสูงอยู่ได้ต่อไป แต่ในหลายประเทศของกลุ่มที่กำลังพัฒนาซึ่งมีประชากรรวมกันเกือบจะเป็นทั้งหมดของประชากรโลกนั้น มาตรฐานการครองชีพได้แต่ทรงตัวอยู่ได้แค่นั้นเอง มีหลายประเทศที่เป็นผู้ส่งออกทางด้านอาหารแต่ก็ได้กลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าอื่นๆในขณะเดียวกัน ผลก็คือเกิดเป็นช่องว่างระหว่างสังคมคนรวยกับสังคมคนจนที่ขยายถ่างกว้างออกไปมากยิ่งขึ้น พวกที่ยึดถือคตินิยมมัลทูเซียนใหม่ได้เตือนไว้ว่า หากประชากรที่เพิ่มขึ้นมามากมายนี้ยังไม่สามารถควบคุมได้ ทรัพยากรธรรมชาติก็จะถูกถลุงจนป่นปี้ไปหมด และผลิตภัณฑ์อาหารก็จะต้องเพิ่มขึ้นอยู่อย่างไม่หยุดไม่หย่อน เมื่อเป็นเช่นนี้อนาคตของมวลมนุษยชาติก็จะไม่แคล้วที่จะถึงความวิบัติดังที่มัลทัสได้ทำนายไว้แล้วนั้น

Migration การย้ายถิ่น

·        Migration
·    การย้ายถิ่น

การอพยพของประชากรจากรัฐหนึ่งหรือจากภูมิภาคหนึ่งไปสู่ อีกรัฐหนึ่งหรือสู่อีกภูมิภาคหนึ่ง และการเข้าเมือง(immigration) เป็นการอพอพจากมุมมองของรัฐฝ่ายผู้รับผู้ย้ายถิ่น ส่วนการอพยพประชากรออกนอกประเทศจะเรียกว่าการย้ายถิ่นออก(emigration) การย้ายถิ่นของนุษย์มีมานานพอๆกับประวัติศาสตร์ที่ได้มีการบันทึกไว้เลยทีเดียว แต่กระแสคลื่นการย้ายถิ่นออกนอกประเทศหรืออีมิเกรชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น มีจำนวนคนมากกว่า 25 ล้านคน ซึ่งเป็นการย้ายถิ่นออกจากยุโรปในช่วงระหว่างทศวรรษหลังปี 1870 ถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่วนในทวีปเอเชียในช่วงเดียวกันนี้ก็มีชาวจีนย้ายถิ่นออกจากประเทศจีนปีละ ระหว่าง 70,000-80,000 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดสงครมกลางเมืองที่ภาคกลางของประเทศจีนนั้น มีตัวเลขของชาวจีนย้ายถิ่นออกจากประเทศจีนมากกว่า 200,000 คน ในปี ค.ศ. 1926 และในปี ค.ศ. 1927 ชาวจีนย้ายถิ่นเหล่านี้เกือบจะทั้งหมดเดินทางเข้าไปยังประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนจีนเหล่านี้เมื่อเข้าไปอยู่ในประเทศต่างๆเหล่านี้แล้วก็มีวัฒนธรรมเป็นของคนจีนเป็นเอกเทศต่างหากจากคนพื้นเมือง จึงเป็นปัญหาในเรื่องบูรณาการของชาติขึ้นมา การย้ายถิ่นของคนที่มีจำนวนมากๆได้ลดลงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีการย้ายถิ่นออกนอกประเทศเลยในช่วงทศวรรษหลังปี 1930 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การย้ายถิ่นมีอยู่ครั้งเดียวแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ การย้ายถิ่นของชาวยิวจำนวนกว่าหนึ่งล้านคนจากทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไปจากยุโรป แอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลางเพื่อเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในอิสราเอลซึ่งเป็นรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่(ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ศัพท์ว่า การย้ายถิ่น(migration)นี้ หมายถึง การอพยพคนจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งโดยความสมัครใจ มิได้หมายถึงคนที่ถูกบังคับให้อพยพหรือย้ายถิ่นโดยข้อบังคับของสนธิสัญญา

ความสำคัญ การย้ายถิ่นนี้ทีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งแก่รัฐที่คนย้ายถิ่นออกไปและรัฐที่เป็นฝ่ายรับผู้ย้ายถิ่นเข้าไปนั้น ในส่วนของประเทศที่มีคนย้ายออกไปนั้น การย้ายถิ่นของพลเมืองของตนออกไปอยู่ที่ประเทศอื่นเป็นการช่วยลดความกดดัน ทางสังคมอย่างเช่น ความยากจนในหมู่ของชาวไร่ชาวนา เป็นต้น เงินทองที่ผู้ย้ายถิ่นส่งกลับไปที่ประเทศเมืองแม่จะช่วยเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นให้ดีขึ้นมาได้ การออกไปจากประเทศของคนที่กระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลและของคนกลุ่มน้อยต่างๆ จะช่วยให้การเมืองภายในประเทศมีเสถียรภาพ ส่วนข้อเสียของการย้ายถิ่นของคนออกนอกประเทศไปนั้นมีดังนี้ คือ ทำให้สูญเสียแรงงานมีฝีมือและคนหนุ่มสาวในวัยฉกรรจ์ไปกับหมู่ผู้ย้ายถิ่นออกนอกประเทศนั้น เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจเมื่อคนที่ได้รับการฝึกอบรมไว้อย่างดีแล้วย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศอื่น และเป็นการสูญเสียกำลังพลที่จะถูกเกณฑ์เข้ามาเป็นทหารประจำการอยู่ในกองทัพ ในส่วนของประเทศที่รับผู้ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่นั้น การรับผู้ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่มีส่วนดี คือ จะช่วยให้ได้แรงงานมีฝีมือและทำให้มีกำลังคนในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะสามารถส่งคนผู้ย้ายถิ่นเข้ามานี้ไปอยู่ในดินแดนที่ยังรกร้างว่างเปล่าอยู่นั้นได้ และการมีคนเพิ่มขึ้นมานี้ก็จะทำให้สามารถพัฒนาทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ส่วนในข้อเสียนั้นก็คือว่า ผู้ย้ายถิ่นจะเป็นตัวก่อปัญหาในเรื่องการผสมกลมกลืนของคนภายในประเทศ เมื่อมีผู้ย้ายถิ่นอพยพเข้าไปอยู่ก็จะไปแย่งงานในตลาดแรงงานของประเทศผู้รับนั้น และก็มีอยู่บ่อยๆที่เรื่องการย้ายถิ่นนี้เป็นตัวการสร้างปัญหาความร้าวฉานในความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่มีคนย้ายออกมากับประเทศที่เป็นฝ่ายผู้รับ ด้วยเหตุที่นโยบายการรับคนย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในประเทศโดยไม่จำกัดจำนวนได้เลิกปฏิบัติแล้วตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา ดังนั้นการย้ายถิ่นของคนจึงมิใช่วิธีการแก้ปัญหาคนล้นประเทศให้แก่บางประเทศได้อีกต่อไป จากการคำนวณโดยใช้ฐานของความหนาแน่นของประชากรในเชิงเปรียบเทียบทำให้ทราบได้ว่า มีหลายประเทศเป็นต้นว่า ออสเตรเลีย แคนาดา บราซิล สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา ยังมีพื้นที่ว่างพอที่จะรองรับคนย้ายถิ่นฐานได้อีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องของพื้นที่รองรับจึงไม่เป็นปัญหา แต่การย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในประเทศใหมนั้นมีปัญหาอยู่ที่เรื่องคติถือ ชาติพันธุ์(คือเห็นว่าพวกเราดีกว่าพวกเขา) ปัญหาเรื่องชาตินิยม ปัญหาความกลัวว่าจะเกิดการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการแย่งอาชีพกัน รวมทั้งปัญหาเลือกปฏิบัติทางด้านจิตวิทยาและด้านสังคม ก็จึงทำให้นโยบายการอพยพคนเข้าประเทศจำต้องมีการเลือกเฟ้นกันมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดีการย้ายถิ่นนี้ก็ได้ถูกเสนอให้นำไปใช้ควบคู่ไปกับการคุมกำเนิด และการเพิ่มผลผลิตทางอาหารและทรัพยากรอื่นๆ โดยให้ถือว่าเป็นวิธีการที่มีศักยภาพที่จะไปช่วยลดความกดดันอันมีผลสืบเนื่องมาจากประชากรล้นประเทศได้ทางหนึ่ง

Oder – Neisse Line เส้นออเดอร์-นีสเซ

·       Oder – Neisse Line
·      เส้นออเดอร์-นีสเซ

เส้นพรมแดนโดยพฤตินัยที่ได้ตกลงกันระหว่างเยอรมนีตะวันออกกับโปแลนด์เมื่อตอนยุติสงครามโลกครั้งที่สอง เส้นออร์เดอร์นีสเซตั้งตามชื่อของแม่น้ำสองสายคือแม่น้ำออเดอร์และแม่น้ำนีสเซที่ใช้เป็นเส้นปันเขตแดนของสองประเทศดังกล่าวจากทะเลบอลติกตอนใต้เรื่อยขึ้นไปจนจรดพรมแดนของเชโกสโลวะเกีย พวกผู้แทนของมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรได้ประชุมกันที่เมืองปอตสดัมเมื่อปี ค.ศ. 1945 เพื่อพิจารณาเรื่องต่างๆรวมถึงเรื่องการดำเนินการกับเยอรมนีเป็นการชั่วคราว และแนวปฏิบัติในการร่างสนธิสัญญาสันติภาพครั้งสุดท้าย ซึ่งพวกผู้แทนฝ่ายพันธมิตรได้ตกลงกันว่า ปรัสเซียตะวันออกทางด้านเหนือๆจะถูกผนวก "ในหลักการ" โดยสหภาพโซเวียต และว่า เมื่อได้ตกลงกันในเรื่องพรมแดนครั้งสุดท้ายแล้ว ก็จะให้ปรัสเซียตะวันออกทางตอนใต้ๆและดินแดนเยอรมีที่อยู่ทางด้านตะวันออก ของเส้นเขตแดนแม่น้ำ "อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐโปแลนด์" นอกจากนั้นแล้วฝ่ายพันธมิตรก็ยังได้ตกลงกันด้วยว่า จะใช้ "หลักความเป็นระเบียบเรียบร้อยและหลักมนุษยธรรม "ที่จะโยกย้ายคนสัญชาติ เยอรมันออกไปจากโปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย และฮังการี เส้นพรมแดนออเดอร์-นีสเซนี้ได้รับการรับรองจากทั้งสองฝ่ายเป็นครั้งแรกในข้อตกลงกรุงเฮลซิงกิเมื่อปี ค.ศ. 1975 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กลุ่มประเทศตะวันออกและกลุ่มประเทศตะวันตกยอมรับสถานภาพเดิมในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ความสำคัญ สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงในปี ค.ศ. 1945 แต่ว่าเส้นพรมแดนออเดอร์-นีสเซนี้ยังคงเป็นประเด็นในความสัมพันธ์ระหว่าง ตะวันออกกับตะวันตกโดยทั่วไปและในความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับโปแลนด์โดยเฉพาะ สงครามเย็นที่เกิดขึ้นมาได้ส่งผลให้แบ่งแยกเยอรมนีโดยพฤตินัยออกเป็น 2 ส่วน คือ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน(เยอรมนีตะวันตก) กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน(เยอรมนีตะวันออก) แต่ด้วยเหตุที่มิได้มีการเจรจากันในเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพครั้งสุดท้าย ดินแดนเยอรมันที่อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำออเดอร์และนีสเซ จึงได้ถูกผนวกโดยสหภาพโซเวียตและโปแลนด์ และในขณะเดียวกันคนเยอรมันราวสิบล้านคนก็ได้ถูกบังคับให้อพยพเข้าไปอยู่ใน เยอรมนีตะวันออก แต่ในท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้เกือบจะทั้งหมดได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน(เยอรมนีตะวันตก) ถึงแม้ว่าข้อตกลงกรุงเฮลซิงกิจะมิได้มีผลบังคับเหมือนกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเป็นแต่เพียงข้อตกลงทางการทูตมิได้เป็นสนธิสัญญา กระนั้นก็ดีข้อตกลงกรุงเฮลซิงกินี้ก็ส่อแสดงว่า การรณรงค์ที่กระทำกันมายาวนานของเยอรมนีตะวันตกเพื่อให้มีการรวมเยอรมนีทั้งสองฟากเข้าด้วยกันอาจจะยุติลงก็ได้ การรับรองเยอรมนีตะวันออกในทางการทูตโดยทุกประเทศของกลุ่มตะวันตกรวมทั้งสหรัฐอเมริกา และการยอมรับให้เยอรมนีตะวันออกเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ทำให้เส้นพรมแดนออเดอร์-นีสเซนี้เป็นเส้นพรมแดนหลักอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จวบจนกระทั่งเยอรมนีทั้งสองฟากได้รวมประเทศสำเร็จในช่วงทศวรรษปี 1990

Overseas Chinese ชาวจีนโพ้นทะเล

Overseas Chinese 
·   ชาวจีนโพ้นทะเล

คนที่มีบรรพบุรุษและวัฒนธรรมจีนแต่ไปอยู่นอกพรมแดน ของผืนแผ่นดินใหญ่จีนและเกาะฟอร์โมซา(ไต้หวัน) ชาวจีนโพ้นทะเลหลายล้านคนที่อยู่ในประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาความผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม

ความสำคัญ ชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้มีความแตกต่างจากชนกลุ่มน้อยอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ของจำนวนคน ในแง่ของแนวโน้มที่เป็นพวกชอบตั้งชุมชนแยกตัวไม่ยอมสุงสิงกับคนพื้นเมือง ในแง่ที่มีความขยันขันแข็งในการทำมาหากินจนสามารถควบคุมเศรษฐกิจในประเทศที่ตนไปพำนักอาศัยอยู่นั้นได้ และในแง่ที่เป็นพวกมีความผูกพันทางวัฒนธรรมและการเมืองกับกรุงปักกิ่ง(ผืนแผ่นดินใหญ่จีน) และกับกรุงไทเป(จีนไต้หวัน) จากคุณสมบัติต่างๆดังกล่าวมานี้ก็จึงมักทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลแปลกแยกไปจากคนท้องถิ่น เป็นตัวการคุกคามเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นตัวการขัดขวางกระบวนการสร้างชาติ ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติต่างๆอาศัยอยู่ แต่ในกรณีของชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติจีนจะเป็นตัวการสร้างปัญหามากเป็นพิเศษในเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย พม่า และมาเลเซีย เพราะชาวจีนเหล่านี้ต่างปฏิเสธที่จะผสมกลมกลืนเข้ากับคนพื้นเมือง และชาวจีนเหล่านี้ก็ยังมีพลังทางเศรษฐกิจสามารถทำตัวเองให้มีศักยภาพเป็น พลังทางการเมืองได้ด้วย

Population Control การควบคุมประชากร

·         
·  การควบคุมประชากร

การปรับแต่งขนาดของประชากร อันมีผลมาจากนโยบายของชาติและจากการใช้วิธีคุมกำเนิดในระดับบุคคล ในทางประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เราเห็นว่า รัฐบาลต่างๆได้ดำเนินความพยายามในการใช้มาตรการต่างๆเพื่อให้เกิดผลกับ ปริมาณและคุณภาพของประชากรโดยใช้เทคนิคต่างๆ เป็นต้นว่า (1) การส่งเสริมหรือไม่สงเสริมการเข้าเมืองและการย้ายถิ่นออกไป (2) การส่งเสริมและไม่ส่งเสริมให้มีครอบครัวใหญ่ๆ และ(3) การดำเนินนโยบายกำจัดมวลมนุษย์ ตัวอย่างเช่น กรณีของเยอรมนีในยุคนาซีเรืองอำนาจ เมื่อได้มีการปรับปรุงวิธีคุมกำเนิดต่างๆและนำมาใช้ในสังคมโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในสังคมตะวันตกแล้วนั้น ผู้คนก็จะสามารถเลือกได้ว่าอยากทำให้ครอบครัวมีขนาดใหญ่หรือมีขนาดเล็กได้ เมื่อปี ค.ศ. 1987 ประชากรโลกมีมากกว่าห้าพันล้านคน อัตราการเกิดของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 27 คนต่อหนึ่งพันคนเมื่อปี ค.ศ. 1986 มาเป็น 28 คนต่อหนึ่งพันคนในปี ค.ศ. 1987 เหตุผลสำคัญที่ประชากรโลกเพิ่มมากเช่นนี้ก็เพราะการเจริญเติบโตของประชากรใน จีนที่พุ่งขึ้นมาจาก 18 คนต่อหนึ่งพันคนเมื่อปี ค.ศ. 1986 มาเป็น 21 คนต่อหนึ่งพันคนในปี ค.ศ. 1987 ทั้งนี้เพราะผลของการลดความเคร่งครัดในมาตรการคุมกำเนิดของทางการจีนนั่นเอง

ความสำคัญ ปัญหาการควบคุมประชากรนี้มีปรากฏอย่างเด่นชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา และในสังคมหัวเลี้ยวหัวต่อของกลุ่มประเทศโลกที่สาม ในขั้นตอนที่ 2 ของวงจรทางประชากรศาสตร์ กล่าวคือ ในขั้นตอนนี้สังคมจะพยายามเปลี่ยนแปลงการปรับทิศทางสังคมในแบบก่อนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมไปสู่สังคมในแบบพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกันนั้นสังคมก็จะพบกับปัญหาประชากรล้นประเทศเข้าไปอีกด้วย ลักษณะต่างๆที่สัมพันธ์กับขนาดและสภาวะของประชาการมีดังนี้ คือ (1) อัตราการตายลดลงมามากกว่าอัตราการเกิด (2 ) คนที่อยู่ในเยาว์วัยมีจำนวนมาก และ (3) คนในวัยทำงานที่จะทำงานเพื่อปรับปรุงสภาวะทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วนั้นกลับมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั้งหมด รัฐบาลในประเทศต่างๆเหล่านี้ต่างก็ถูกบีบคั้น คือ ทางหนึ่งก็ต้องการจะรักษาค่านิยมแบบเก่าเอาไว้ แต่อีกทางหนึ่งก็ต้องการจะสนับสนุนค่านิยมแบบใหม่ และในขณะเดียวกันนั้นคนก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการพัฒนาเศรษฐกิจเกี่ยวกับการนี้เพิ่มตามมา ที่เกิดปัญหาคนล้นประเทศขึ้นมานี้ก็เนื่องมาจากท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการ คุมกำเนิดของหลายศาสนาทั่วโลก ทำให้นโยบายและโครงการที่ดำเนินการเพื่อจะลดอัตราการเกิดไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ดีได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยวิธีการต่อไปนี้ คือ (1) ขจัดการไม่รู้หนังสือของประชาชนให้หมดไปเพื่อให้สามารถสื่อสารค่านิยมแบบ ใหม่ในหมู่ประชาชนได้สำเร็จ (2) ทำการปรับปรุงสุขอนามัยในหมู่ประชาชนเพื่อว่าจะได้ไม่ต้องมีครอบครัวใหญ่มีลูกหลานมากๆเป็นการเผื่อไว้สำหรับเด็กส่วนหนึ่งที่อาจจะเสียชีวิตก่อนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (3) มีการเน้นย้ำให้เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะพึงได้จากการมีครอบครัวเล็กๆ และ (4) มีการจัดหาข้อมูลและทรัพยากรต่างๆให้แก่ประชาชนเป็นการสนับสนุนการคุมกำเนิดให้แพร่หลายในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลของประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีความสนใจในการพัฒนาโครงการคุมกำเนิดต่างๆ จะได้รับความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนของประเทศที่พัฒนาแล้ว นอกจากนั้นแล้ววิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ยังคงดำเนินการให้ความสะดวกในเรื่องการคุมกำเนิดนี้ต่อไป โดยได้มีการพัฒนาวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิผลในการคุมกำเนิดมากยิ่งขึ้น เป็นต้นว่า การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในหญิง และการผูกท่อเชื้ออสุจิในชาย(ไอยูดี) เป็นต้น อย่างไรก็ดีปัญหานี้ก็จะยังคงเป็นเรื่องของการแสวงหาทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทางเลือกหนึ่ง คือ ปล่อยให้ประชากรขยายตัวมากๆในขณะที่ทรัพยากรของโลกอยู่ในสภาวะขาดแคลน ซึ่งเป็นทางวิบัติ กับอีกทางเลือกหนึ่ง คือ พยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารในอัตราที่พอเพียงและในขณะเดียวกันนั้นก็ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงค่านิยมเก่าๆ เป็นต้นว่า ค่านิยมที่ว่าการมีครอบครัวใหญ่ๆเป็นสิ่งที่ดีนั้นตามไปด้วย

Third World : Urban Crisis โลกที่ 3 : วิกฤติการณ์ของเมือง


โลกที่ 3 : วิกฤติการณ์ของเมือง

การอพยพของประชากรนับเป็นร้อยๆล้าน คนในแถบละตินอเมริกา แถบเอเชีย และแถบแอฟริกา จากถิ่นที่อยู่เดิมของตนในชนบทเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆและในสภาพแวดล้อมแบบเมือง วิกฤติการณ์ของเมืองในโลกที่ 3 นี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลผลิตของการเติบโตของประชากรจนเกิดล้นประเทศขึ้นมา และเกิดจากความไม่สามารถของคนจำนวนมากๆที่จะเลี้ยงชีพอยู่ในพื้นที่ชนบทได้ หรือหากพวกเขาจะอยู่ในชนบทต่อไปก็จะต้องทนอยู่กับมาตรฐานการครองชีพที่ต่ำๆ และคนพวกนี้ก็มีความใฝ่ฝันอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นก็จึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานเข้าไปยังพื้นที่ในเมืองเพื่อหางานทำ ถึงแม้ว่าศูนย์กลางของเมืองต่างๆจะไม่อยู่ในฐานะที่จะรองรับคนที่หลั่งไหลเข้ามามากมายอย่างนี้ได้แต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งพวกที่อพยพเข้าไปนี้ได้ การเติบโตของประชากรของประเทศกลุ่มโลกที่ 3 ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนี้ ก่อให้เกิดปัญหาหนักหน่วงรุนแรงให้แก่ฝ่ายปกครองของเมืองนั้นๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้มิใช่ว่าจะมีแต่เฉพาะในเรื่องของอาชีพเท่านั้นแต่ก็ยังมีเรื่องอื่นๆด้วย เป็นต้นว่า การทิ้งขยะ การขนส่ง การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การสุขอนามัย และการให้บริการปัจจัยพื้นฐานต่างๆให้แก่คนหลายล้านคน กล่าวคือ น้ำประปา อาหาร เป็นต้น

ความสำคัญ การอพยพของคนจากชนบทเข้าไปสู่เมืองต่างๆ ที่ค่อยเป็นค่อยไปแต่มีความต่อเนื่องโดยใช้เวลาหลายศวรรษได้กลายเป็นปัญหาหนักอกสำหรับประเทศในโลกที่ 3 บางประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 1987 เมืองต่างๆทั่วโลกที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคนมีจำนวน 29 เมือง แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประชากรศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า เมื่อถึงปี ค.ศ. 2000 เมืองที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 59 เมือง จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในศูนย์กลางของเมืองต่างๆจะเพิ่มขึ้นมาในช่วงเดียว กันนี้ถึง 77 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือ จากจำนวน 1.8 พันล้านคนในปี ค.ศ. 1987 เป็น 3.2 พันล้านคนในปี ค.ศ. 2000 เมื่อกล่าวเฉพาะในเมืองต่างๆของประเทศโลกที่ 3 นั้น พอถึงปี ค.ศ. 2000 จะมีคนเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองราว 2 พันล้านคนเลยทีเดียว ในปี ค.ศ. 2000 อีกเช่นเดียวกัน นครเม็กซิโกซิตี้ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจะมีประชากรมากถึง 31 ล้านคน ที่ประเมินไว้นี้อาจจะมากหรือน้อยเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้แล้ว แต่ที่แน่ๆก็คือว่า จะมีคนจากชนบทหลั่งไหลเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของเมืองต่างๆของประเทศโลกที่ 3 โดยมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไปในอนาคต